ท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ มีวิธีการดูยังไง

ท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ มีวิธีการดูยังไง

ท็อปเปอร์ เบาะรองนอน ใช้สำหรับปูทับลงไปบนที่นอนเดิม หากที่นอนเดิมแข็ง เก่า ไม่นุ่ม คุณสามารถใช้ท็อปเปอร์นำมาปูทับเพื่อเป็นที่นอนเสริมอีกหนึ่งชั้นได้ โดยไม่ต้องซื้อที่นอนใหม่ ซึ่งอาจมีราคาแพง แต่ท็อปเปอร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่นอนเพื่อสุขภาพ ก็คือ ท็อปเปอร์ ยางพารา อย่างไรก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่ซื้อท็อปเปอร์ ยางพารานั้น มักจะได้ได้วัสดุยางพาราปลอม หรือไม่ใช้ท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ 100 %

ท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ ดูได้จากอะไร

วิธีการดูนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่ใช้การ ดู สัมผัส และดม คุณก็สามารถรู้ได้แล้วว่า ท็อปเปอร์นั้น ผลิตมาจากวัสดุยางพาราแท้ 100 % หรือไม่ หากเป็นยางพาราแท้ ผิวที่นอนจะไม่หยาบกระด้างและจะมีสัมผัสที่นุ่มสบาย หรือคุณอาจจะทดลองด้วยการจับมันตั้งฉากกับพื้น หากเป็นยางพาราแท้ จะสามารถตั้งฉากบนพื้นได้ โดยไม่มีอาการย้อย หรือยวบให้เห็น เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของยางพาราคือ มีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้งยังพับ บิด หัก งอ  ก็สามารถคืนตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นคุณอาจใช้วิธีการดมกลิ่น หากเป็นยางพาราแท้จะมีกลิ่นเนื้อยางอ่อนๆ ไม่เหม็นฉุน และเนื้อยางจะมีสีขาวคล้ายเปลือกไข่

ขนาดมาตรฐานของท็อปเปอร์ ยางพารา คือ มีขนาดตั้งแต่ 3-6 ฟุต และความหนาตั้งแต่ 2-4 นิ้ว ยิ่งหนามากยิ่งสามารถรองรับน้ำหนักได้ดี หลายคนเลือกใช้ท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ ก็เพราะว่าเป็นวัสดุที่สามารถช่วยรองรับสรีระในการนอน ลดการกดทับ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกาย นอกจากนั้นยังสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีอีกด้วย มีการวิจัยพบว่าที่นอนยางพาราแท้ ช่วยป้องกันไรฝุ่น เชื้อโรคและแบคทีเรียได้ เพราะว่าสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในเนื้อยาง นอกจากจะเหมาะกับคนที่มักมีปัญหาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายแล้ว ยังเหมาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืดอีกด้วย นอกจากนั้นวัสดุยางพาราแท้ ยังปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง สาเหตุเพราะเป็นวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ

ปัจจุบันราคาของท็อปเปอร์ ยางพาราแท้ มีตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น โดยคุณสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ทั้งในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านต่างๆ หรือแม้แต่ช่องทางออนไลน์ แต่การสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์นั้น คุณไม่สามารถสัมผัส หรือดมกลิ่นได้ ดังนั้น ควรเลือกซื้อหากแหล่งจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากลรองรับ ยิ่งหากมีการรับประกันสินค้า ยิ่งดี เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น ทั้งความผิดพลาดจากกระบวนการผลิต หรือระหว่างการขนส่ง คุณจะได้ไม่เสียเงินฟรีโดยเปล่าประโยชน์